คิดไม่ถึง

ธรรมะสอนใจ

คนเราเมื่อตอนเป็นเด็กก็คิดอย่างหนึ่ง คิดตามประสาเด็ก ก็ไม่คิดว่าคนโตจะเป็นอย่างไร พอเราเป็นหนุ่มเป็นสาวก็คิดอย่างหนึ่ง พอแก็คิดอีกอย่างหนึ่ง พอจะตายก็คิดอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า คิดไม่ถึง

ตอนเป็นเด็กเราก็คิดไม่ถึงคนโต
ตอนโตเราก็คิดไม่ถึงคนแก่
ตอนแก่เราก็คิดไม่ถึงคนตาย
ตอนมีก็ไม่ได้คิดถึงคนจน
ตอนไม่ป่วยก็ไม่ได้คิดถึงคนป่วย
ตอนไม่ป่วยก็ไม่ได้คิดถึงคนตาย
ใจคนเราจึงไม่ได้พิจารณา ถ้าเรามีปัญญาพิจารณาเหตุผลทุกอย่าง ๆ มันก็จะมีการปลงใจ มีการทำใจและรงับใจได้ บางคนเสียใจนึกว่า “ ชีวิตเรามันไม่ดีคนเดียว…ชีวิตเราตกต่ำคนเดียว..ทำไมเราจึงอาภัพคนเดียว ?…ทำไมเราจึงลำบากยากจยคนเดียว ?… ทำไมเราจึงเป็นโรคคนเดียว ?”
เขาไม่ได้คิดว่า “ทุกคนจะต้องเป็นอย่างเราเหมือนกัน คนที่เป็นมากกว่าเราก็มี คนที่จนมากกว่าเราก็มี คนที่เจ็บกว่าเราก็มี…คนที่ลำบากมากกว่าเราก็มี”


ชื่อว่าคนแล้วมันมีทุกข์ทำไมหนีกันแต่เราไม่คิดอย่างคนเราเวลาเจ็บนี่คิดว่า
“ทำไมเราจึงเจ็บ ? ทำไมเราจึงป่วย ?….คนอืนทำไมไม่เจ็บไม่ป่วยอย่างเรา”
เกิดมาในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่ไม่เจ็บไม่ป่วยเหมือนคิดถึงความแก่ “ความแก่ไม่ดีเลย ลำบากจังเลย ตาหูก็ไม่เห็น กำลังก็ไม่ดี เจ็บปวดไปหมด”

ธรรมะสอนใจ
เราก็เกลียดความแก่อีกแล้ว หาว่าคนหนุ่มคนสาวสบายคนแก่ไม่สบาย แต่หารู้ไม่ว่าทุกคนก็ต้องเจอปัญหานี้ เข้าก็ต้องเจอแบบเดียวกับเรา พอเขาแก่ก็คร่ำครวญเหมือนเราอีก แล้วจะทำอย่าง ?
ใคร ๆ ก็หนีไม่พ้นแล้วเราจะทุกข์ทำไม ?….ทุกข์ก็หนีไม่พ้นบ่นก้ไม่หาย
เหมือนกับเวลาเราเจ็บ ถึงจะร้องไห้ก็ไม่หายเจ็บร้องหรือไม่ร้องมันก็เจ็บ แต่คนเราไม่คิดถึงความเป็นจริง ถ้าเรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับเราแล้วเราจะสบายใจ เวลาเจ็บเราก็ต้องคิดว่า
“มันมีทางหายกับตายอย่างเดียว ถ้าไม่หายก็ตาย ถ้าไม่ตายก็หาย”

ความตาย
ถ้าเราเป็นคนแก่ เราคิดอย่างไร ?
คนแก่ก็มีทางเดียว มันแก่มันก็ต้องตาย แก่ไม่มีหาย
จะเกิดไปไหน ?…เกิดก็ไปตายอย่างเดียว คนเกิดมันไม่ไปไหนหรอกนอกจากไปตายอย่างเดียวเจ็บก็ไปตาย แก่ก็ไปตาย
โลกเป็นอย่างนี้แล้วเราจะไปเสียใจทำไม ? คนจนก็เอาอะไรไปไม่ได้ คนมีก็เอาอะไรไปไม่ได้ใครจะรวยแค่ไหนก็เอาอะไรไปไม่ได้ มีคนตายคนไหนที่หอบสมบัติไปได้บ้าง ?…. ไม่มี !
เราก็นั่งยิ้ม “โธ่เอ๋ย !….,มันก็เอาอะไรไปไม่ได้เหมือนเรา”
เมื่อเราไม่มีอะไรจะห่วงก็หมดเรื่องกัน แต่คนเรามาคิดเล็กคิดน้อยเลยกลายเป็นเรื่องเหลื่อมล้ำต่ำสูงเป็นทุกข์กังวลกันจนเป็นเรื่องปัญหาใจ แท้ที่จริงแล้วคนเรามันเป็นไปตามวาระตามเวลา ไม่มีใครที่จะเกินเลยกว่ากัน สภาพชีวิตของคนไม่มีใคจะดีเกินไปได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ทุกคนเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายพอกัน”
เวลาตายแล้วใครสวยไหมโยม ?….ฮึ !
เอานางงามกัยคนธรรมดามาตายคู่กัน…ใครสวยกว่ากัน
มันก็เน่าพอกัน ตายพอกัน นางงามจักรวาลกับคนขี้เหร่ร้ายก็ไม่มีใครต้องการเทากัน ทีนี้คนเราไปตีราคาสูงกว่ากันน ตีราคามากกว่ากันก็เลยมีเหลื่อมล้ำต่ำสูง ทรนงตนกันว่า “ฉันเป็นนั่น ฉันเป็นนี่ ฉันเป็นใหญ่เป็นโต ฉันมีนั่นมีนี่” ก็เลยลืมตัวเพราะถูกสมมุติ เราไม่ได้พิจารณาเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ได้คิดถึงความจริงที่พระพุทธเจ้าสอนเรา จึงหลง สำคัญตนกันผิด ๆ .. ใช่มั้ย ?

ดอกบัวแห่งพระธรรม

“เวลาอยู่ในครรภ์แม่นะ มันก้อยู่ในสภาพเดียวกันทุกคน คลอดมาแล้วก็เหมือนกันทุกคนเวลาตายก้เหมือนกันทุกคน ไม่มีใครวิเศษไปกว่ากัน”
ถ้าเราคิดได้อย่างนี้เราก็ “อึ้ม !…ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ทำให้ใจของเราสบายขึ้น ทำให้มองอะไรเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น”
เราก็ต้องทำใจอย่างนี้.

ธรรมะของหลวงพ่อ สนอง กตปุญโญ วัดสังฆทาน นนทบุรี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>