ธรรมะอยู่ที่ไหน???

ธรรมะอยู่ที่ไหนศิษย์รัก

“ธรรมมะอยู่ที่คำสอน”

ไม่ใช่ ธรรมมะอยู่ที่ต้นไม้

“ธรรมะอยู่ที่ยอดไม้”

ไม่ใช่ ธรรมะอยู่ที่พื้นดิน

“ธรรมะอยู่ที่ก้อนหิน”

ไม่ใช่ ธรรมะอยู่ที่ปุยเมฆ

“ธรรมมะอยู่ที่ยอดเมฆ”

ไม่ใช่ ธรรมะอยู่ที่ก้นเหว

“ธรรมะอยู่ที่ ก้อนหินที่อยู่ระหว่างหุบเหว”

ไม่ใช่ ธรรมะอยู่ที่ตุ๊กแก

“เฮ้ยยยยยย  ท่านอาจารย์ ท่านคิดอะไรได้ท่านก็ว่าเป็นธรรมะ นี่ท่านจะสอนอะไรเนี่ย”

“เราคงสอนท่านไม่ได้หรอก เพราะท่านก็รู้แล้วนี่”

มึงมีเทพเจ้าของมึง กูมีพระธรรมของกู

ธรรมะคือธรรมชาติ

รู้จักธรรม เข้าใกล้ธรรม เข้าใกล้พุทธองค์

ในธรรมชาตินั้นล้วนแต่มีปัญหา ไม่ว่าสังคม หรือเรื่องอะไรก็ตาม แล้วสิ่งที่เอามาแก้ปัญหาล่ะ?? คืออะไร

หรือว่าคือเทพเจ้า พระนู่นพระนี่ พระนั่น อิทฤทธิ์เหนือจินตนาการ ขอได้แล้วจะสมหวัง นั่นคือความศักดิ์สิทธิ์ สุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดด

หาเงินไม่ได้ ขอเทพ บูชา นั่นนู่นนี่ แล้วยังไง ถ้าดีก็ดี ถ้าไม่ดี ก็ค่อยหาเทพองค์ใหม่

สิ่งที่แก้ปัญหาทั้งปวง นั้นคือปัญญา ดั่งที่ตถาคตได้ตรัสรู้ แก้ปัญหาชีวิตได้ นั่นคือปัญญา

ทางแห่งปัญญานั้นต้องมีสติ ต้องมีความคิด

จะขอก็ได้ไม่ว่า งั้นเอาเทวรูปมาทุบให้แตก แตกแล้วแตกอีก กลายเป็นผงธุลี สุดท้ายแล้วมันก็คือธาตุตามธรรรมชาติเท่านั้น

เอาวะ ถ้ามึงขอความสำเร็จ ความเจริญกับเทวรูปได้ กูก็จะขอกับปูนที่มันกระเทาะที่หน้าบ้านกูได้เหมือนกัน

ก็ “มึงมีเทพเจ้าของมึง กูมีพระธรรมของกู”

 

แยกบาป แยกบุญ แยกกรรม

พ่อค้าวานิช ค้าขายซึ่งชีวิต นั่นคือขายปลาเผา หอยแครงลวก ลวกหอยทั้งเป็น สดๆ ใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้กินของดีๆ

บาปนั้นแน่นอน ขายของกิน ขายชีวิต ผิดศีลข้อ1 ปาณาฯ

ตัดบาปออกไปก่อน เอาเรื่องกรรมก่อน กรรมคือการกระทำ เอากรรมดีก่อน

กรรมดีของเขาคือ ใช้ของสดมาทำให้ลูกค้ากิน ผลดี หรือ ผลของกรรมดีนั้นคือลูกค้าชอบ ซื้อสัตย์กับลูกค้า

กรรมไม่ดีคือ การเอาสัตว์โลก มาฆ่าให้ตายโดยการลวกน้ำร้อนทั้งเป็น

นี่มันเป็นบาปนะนี่!!!

ถ้าอย่างนั้น บริบทของสังคมกับบริบทของศาสนา มันแย้งกัน

แล้วทำไมทำบุญใส่บาตรต้องใส่แต่ของดีๆ ให้พระฉันแต่สิ่งดีๆ เราก็ฆ่ามันเพื่อเอาบุญ เพื่อถวาย

กรรมที่พ่อค้าทำไว้มันมีผลของมันอยู่แล้ว แต่เรื่องบาปกับบุญนี่มันเหนือความคาดหมายมันคงอยู่ที่จะคิดเอา

ถ้าบุญคือ “ชื่อของความสุข”

พ่อค้าคนนั้นคงมีความสุขมาก กับกำไร แล้ววาจาของลูกค้าที่บอกมาว่า “หอยสด ปลาสด อร่อยมาก” แล้วก็ให้เงินมา เป็นค่าตอบแทน

ได้เงิน ได้คำชม ได้ความสุข

นี่มันคือบุญหรือเปล่า?

ธรรมะคือธรรมชาติ

เราสงสัยไหมว่า ธรรมะคืออะไร อะไรคือธรรมะ

ไม่รู้ว่าข้อความต่อไปนี้จะจริงหรือไม่จริง ถูกหรือไม่ถูก แต่มันก็น่าสนใจดีเหมือนกัน

“ธรรมะคือธรรมชาติ ศาสนาพุทธสอนให้เข้าใจธรรมะ ศาสนาพุทธสอนให้เข้าใจธรรมชาติ”

ถ้าเป็นความหมายที่ผมคิด ผมมองว่าพุทธสอนให้เห็นความเป็นไปของธรรมชาติ เช่น “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” มันเป็นความเป็นไปของธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่ผมคิดแล้วคิดอีก ก็ยังหาอะไรมาแย้งไม่ได้เลย หรือว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์ที่บริสุทธิ์

แม้กระทั่งเรื่องที่ไม่ให้ยึดติดกับตัวตน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ บุคคล หรือวัตถุ เมื่อมาคิดไปเรื่อยๆแล้ว มันก็จริงนะ ทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงไปตามอาการของมัน ตามเหตุและปัจจัย

แล้วเรื่องเหนือธรรมชาติล่ะ เราจะอธิบายได้ไหม?

เดี่ยวคราวหน้าผมจะมาเสนอมุมมองของผมในเรื่องนี้นะครับ

เหตุและผล – อารมณ์และความต้องการ ตอนที่1

ไม่ได้มาเขียนบทความมานานมากๆ วันนี้พอที่จะมีเวลาบ้าง ก็เลยจรดนิ้วพิมพ์ลงคีย์บอร์ดเสียหน่อย เคาะๆสนิมออก

ว่ากันว่า “จงเถียงหลักเหตุผล ด้วยเหตุผล” “จงแย้งเหตุผลด้วยเหตุผล” มันเป็นคำพูดง่ายๆที่สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง ก่อนอื่นมาดูที่ความหมายของคำกันก่อน

“เหตุ” มันก็คืออุบัติการณ์ มันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่ได้กระทำขึ้น เช่น พบเหตุคนร้ายยิงตำรวจเสียชีวิต หมายความได้ว่ามีคนเห็นคนร้ายยิงตำรวจตาย หรืออาจจะแปลได้ว่า มีคนพบเห็นการกระทำระหว่างคนร้ายกับตำรวจ

“ผล” คือสิ่งตอบรับสุดท้ายจากทุกๆการกระทำ ดั่งต้นไม้ ผลคือสิ่งสุดท้ายของไม้ผล ก่อนที่มันจะหลุดร่วงลงดินแล้วย่อยสลายจนเหลือแต่เมล็ดแล้วเกิดขึ้นใหม่

พอมารวมเป็นคำว่า “เหตุผล” มันก็มีความหมายได้ว่า “สิ่งนั้นเป็นอย่างนี้อย่างนี้ ก่อให้เกิดสิ่งนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนั้น มันคือความเชื่อมโยง สอดคล้องกันและตรงกับความเป็นจริง มันเป็นเรื่องของอุบัติการณ์และสืบเนื่องถึงสถานภาพหลังการณอุบัติการนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

ถุดถุย เอ๋ยชีวิตถุดถุย

กูจะเป็นคนดี ทุ้ยยยยยยยย
กูจะทำดี ทุ้ยยยยยยยยยยย

บอกแล้ว = ให้คนดูถูก
ไม่บอก = คนไม่รู้

อันนี้มันเป็นขันติบารมี  แหมแปลหน่อยแล้วกัน จุ๊ๆ ก๊อบเว็บอื่นเขามา บารมีคือ

คุณความดีที่ได้บำเพ็ญมา, คุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งใหญ่

ขันติคือ

ความอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พอใจ

อนุมานคร่าวๆก็ได้ว่า

ความอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พอใจ
คุณความดีที่ได้บำเพ็ญมา, คุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งใหญ่

รวมกัน = ความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะคุณความดีที่ได้บำเพ็ญมาสร้างเกืดให้เป็นคุณสมบัติทำให้ยิ่งใหญ่

 

ขันติบารมี มันยิ่งใหญ่มากนะ อย่าไปเอากับเสียงที่ผ่านลำคอ ออกปากว่า ถุดถุย เลย

มองอะไรก็เป็นธรรม คิดอะไรก็เกิดธรรม

ในชั่วหนึ่งลมหายใจคุณคิดอะไรบ้าง??

อาจจะตอบว่า “จะบ้าเหรอ !! ใครจะไปคิดทัน”  แต่ก็หาคิดได้ไม่ ว่าที่ตอบนั่นน่ะใช้เวลาคิดยังไม่ชั่วกระพริบตาด้วยซ้ำ

ธรรมะสอนใจ มองอะไรก็เป็นธรรม

มองอะไรก็เป็นธรรม มันเป็นยังไง
มันก็คงไม่มีอะไร เห็นแมวมันก็คือแมว เห็นหมามันก็คือหมา เห็นตึกมันก็คือตึก ซึ่งมันเป็นตามสภาพเช่นนั้น มันก็คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ ดังนิทานเก่าแก่ได้เล่าว่า มีพระอาจารย์รูปหนึ่ง เอากาน้ำดินเผาวางไว้ที่โต๊ะแล้วถามศิษย์ว่า “สิ่งนี้คืออะไร” แน่ล่ะ บรรดาศิษย์ทั้งสามคนก็ต่างตอบว่า “กาน้า” ต่อมาเมื่ออาจารย์ทุบกาน้ำนั้นจนแตกก็ถามต่อว่า “แล้วทีนี้เห็นเป็นอะไร” คำตอบมันก็ต่างกัน แต่มองเป็นธรรมได้ คิดเป็นธรรมได้ทั้งสิ้น

ศิษย์คนแรก “ที่จริงแล้วมันก็เป็นแค่ดินที่เอามาปั้นขึ้นรูปเป็นกาน้ำนี่เอง ศิษย์เห็นว่าเป็นเช่นนี้ท่านอาจารย์”

ศิษย์คนที่สอง “ข้าพเจ้าเห็นว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ เพราะมันเป็นกาน้ำที่แตกเช่นเดียวกับชีวิตมนุษย์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป”

ศิษย์คนที่สาม “จะเห็นอะไรได้ล่ะท่านอาจารย์ ก็เห็นกาน้ำที่แตก ถ้าท่านทุบมันอีกครั้ง มันก็จะเป็นกาน้ำที่แตกแล้วแตกอีก มันก็เท่านั้นเอง”

แล้วศิษย์ทั้งสามและอาจารย์ก็หัวเราะพร้อมกัน

ไม่ว่าบรรดาศิษย์ทั้งสามจะคิดยังไง ก็เกิดเป็นธรรมทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติทั้งหมด ศิษย์คนแรกอาจจะคิดในทำนองว่า มันคืออะไรเริ่มต้นยังไง คนที่สองก็คิดเชื่อมโยงกับหลักอนิจจัง คนที่สามนี้มองผิวเผินเหมือนไม่คิดอะไร แท้จริงเขาอาจจะไม่ยึดติดกับอะไรก็ได้

 

สตีฟ จ๊อบส์ ตายแล้วไปไหน มันสำคัญนักหรือไง(วะ)

ทำไมแนวคิดมันถึงได้แปลกไปอย่างนี้หนอ
ทำไมคนเราถึงอยากรู้เรื่องโลกหน้ากันจัง
โลกหน้าของคนอื่นนะไม่ใช่ของเรา

“ตายแล้วไปไหน” มันสำคัญมากนักหรือไง เพราะไอ้เราไม่ได้เป็นคนที่ตายเองซะหน่อย จะไปอยากรู้ทำไมว่า สตีฟ จ๊อบส์ ตายแล้วไปเป็นอะไร แล้วถ้าเขาเป็นไอ้นั่นไอ้นี่มันจะสำคัญกับเราแค่ไหน

สำหรับคนที่อยากรู้นักรู้หนาว่าตัวเองตายแล้วไปไหน ถ้าอยากรู้จริงๆ ต้องรู้ไห้ได้ก่อนว่าถ้ายังไม่ตายเนี่ย ได้ทำความดีอะไรไว้บ้าง จะหาประโยชน์อะไรได้กับหลังความตายเพราะแม้แต่ร่างกายเราเองก็เน่าเปื่อยผุพัง โดนหนอนชอนไช คิดดูสิ

พระธรรมสอนให้เข้าใจความจริง บทธรรมคำสอนทำให้เราเข้าใจในธรรมชาติ อย่าพึ่งเอาเรื่องอิทธิฤทธิ์ หรือปาฏิหารย์มาคิด มันไกลไป ธรรมะง่ายๆ เข้าถึงได้ง่ายๆเอามาใช้ก่อน

 

ทันสมัย ไม่ทันสมัย มันวัดกันที่อะไร

ในยุคที่การสื่อสารเข้าสู่ความรุ่งเรืองถึงขีดสุด จากโทรศัพท์ธรรมดาที่เราได้แค่คุยกันด้วยเสียงปัจุบันเป็นได้ทั้งภาพและเสียง เมื่อเทคโนโลยีก้าวล้ำไปขนาดนี้แล้วสิ่งที่ต้องตามเทคโนโลยีไปด้วยก็คืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ที่เห็นได้เด่นชัดคือพวกสมาร์ทโฟนทั้งหลาย

สิ่งที่เราเห็นกันบ่อยๆจนชินตาคือภาพการใช้โทรศัพท์กันเกือบทุกคนที่อยู่ในโบกี้รถไฟฟ้า ต่างคนก็ต่างมีโลกส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการกดแป้นพิมพ์เล็กๆ การลากนิ้วเพื่อเลื่นหน้าจอในการใช้เว็บไซต์ต่างๆ ทุกคนจะจดจ้องอยู่กับสิ่งที่อยู่ในมือของตัวเองอย่างมากแทบไม่เหลียวไปไหนเลย

จนบัดนี้มันกลายมาเป็นแฟชั่น ความดูดีทันสมัยวัดกันที่อุปกรณ์แต่ไม่เคยใช้อุปกรณ์เหล่านั้นสร้างความทันสมัยให้ตัวเองนอกจากการพกพา เหมือนมันเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง

จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้ทันสมัยมันคือประโยชน์ของอุปกรณ์นั้นๆที่คุณเลือกนำมาใช้งาน ไม่ใช่แค่เอามาพกว่าเรามีนะ ฉันมีนะ เพราะแค่มีมันไม่ได้ทำให้คุณทันสมัยหรอก

 

นิทานเซน เราวาง แต่ท่านไม่วาง

ผมได้มีโอกาสเสวนากับรุ่นพี่คนหนึ่ง ท่านได้กรุณาเล่านิทานของเซนให้ฟัง

เรื่องมันมีอยู่ว่า

มีพระธุดงค์สองรูปเดินมาด้วยกัน เดินมาถึงห้วยน้ำใหญ่ เห็นหญิงสาวอยู่ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นสาวพิการ ไม่สามารถข้ามลำห้วยได้ แต่ว่าสตรีพิการผู้นั้นต้องข้ามลำห้วยกลับไปบ้านให้ได้ เพราะเรือนั้นไม่มีแล้ว จึงเกิดเหตุขึ้น

พระรูปแรก : เดี๋ยวเราอุ้มสตรีผู้นี้ข้ามลำน้ำหน่อยเถิด

พระรูปที่สอง : จะดีหรือท่านแตะเนื้อต้องตัวสตรีนั้นอาบัติ

พระรูปแรกไม่สนใจอุ้มสตรีพิการนางนั้นข้ามห้วยหนองมาได้ เมื่อมาถึงริมฝั่ง สตรีพิการนางนั้นจึงกล่าวว่า

“มิเป็นไรดอกพระคุณเจ้า ข้าเจ้าสมารถเดินทางบนผืนดินได้ ส่งข้าแค่เพียงนี้ สาธุการแด่ตถาคตด้วยเถิด”

เมื่อวางหญิงชรานางนั้นลง แล้วพระธุดงค์ทั้งสองเดินต่อไปอีกกว่า 10เส้น

ในที่สุด พระธุดงค์รูปที่สองก็ ถามด้วยความในใจที่อัดอั้นมานานว่า

“เหตุใดพระรูปนี้ถึงได้ต้องทำอาบัติ แตะเนื้อต้องตัวสตรี นี่มันเจตนามิใช่หรือ”

พระธุดงค์รูปแรก ท่านว่า

“เราน่ะวางสตรีผู้นั้นตั้งแต่นานมาแล้ว เหตุใดท่านยังถือตามมาด้วยเล่า ปล่อยวางเถิดแล้วจักสบาย”

สาธุ

ขอบคุณพี่ เต่า เสรีครับ ที่เล่านิทานเรื่องนี้เป็นธรรมทาน